ในโอกาสที่อินเคสเปิดตัว INCASE x BIONIC เทเลอร์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ เคนจิ โอคาดะ เจาะลึกเกี่ยวกับบทบาทในการจับมือร่วมออกแบบกับ @bionicyarn ในคอลเลคชั่นนี้ ถึงขั้นตอนอันยาวนานตั้งแต่การคิดคอนเซ็ป พัฒนาไอเดีย กว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง อ่านต่อถึงบนสนทนาอันเป็นกันเอง ปนกลิ่นไอความชิล อารมณ์ร่วมจากฝั่งทะเลคอสตาริก้า และเรียนรู้เกี่ยวกับเรามากขึ้น!

การออกแบบคอลเลคชั่น INCASE x BIONIC โดย เคนจิ โอคาดะ

เทเลอร์ (Senior Editor จาก Carryology): มันเยี่ยมมาก! คอลเลชั่นกระเป๋าที่กำแพงข้าหลังคุณนั้นมันเท่จริง ๆ ผมมั่นใจเลยว่านี่เป็นเพียงแค่ส่วนเล็ก ๆ ใช่ไหม?

เคนจิ โอคาดะ (ดีไซเนอร์ อินเคส): แน่นอน ที่นี่ผมทำงานในรูปแบบของโฮมออฟฟิศ มีกระเป๋าอยู่เต็มไปหมด นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของของสะสมที่ผมได้จากการทำงานกับอินเคสมาหลายปี มันชื่นใจที่ได้มองพวกมันในทุก ๆ วัน แทนที่จะกองสุมพวกมันไว้ในตู้เก็บของ

เทเลอร์: เป็นเกียรติมากที่ได้มีโอกาสสัมภาษณ์และทำความรู้จักกับคุณในวันนี้ ถ้าอย่างไรช่วยเล่าเกี่ยวกับตัวเองให้ฟังหน่อยครับ ว่าเติบโตที่ไหน? ทำงานเกี่ยวกับอะไรมาบ้าง? อะไรคือความชอบ หรือสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าในช่วงนี้? ง่าย ๆ คือช่วยเล่าหน่อยว่า “คุณ คือ ใคร?”

เคนจิ: คือ ผมเกิดและโตที่เมืองออเรนจ์เค้าท์ตี้ แคลิฟอร์เนียนี่เองครับ จบการศึกษาจากลองบีช ส่วนในเรื่องสายงานแล้วนั้น การออกแบบถือเป็นเรื่องรองที่เสริมเข้ามา เดิมทีผมทำงานที่ร้านกอล์ฟกว่าสิบปีก่อนจะมาทำงานดีไซน์จริง ๆ จัง ๆ ซึ่งตอนนั้นผมทำเกี่ยวกับดีไซร์เฟอร์นิเจอร์อยู่ช่วงหนึ่ง เหมือนเป็นก้าวแรก ก่อนที่จะได้เข้ามาทำงานที่ อินซิพิโอ้ กรุ๊ป ซึ่งตอนนี้เป็นบริษัทแม่ของอินเคส ผมทำพวกเคสมือถือสำหรับแบรนด์ในเครือในช่วงสองสามปีแรก หลังจากนั้นเราก็ได้ควบรวมอินเคสเข้ามา เหมือนเป็นงานในฝัน มันสุดยอดมากที่ได้ทำ เพราะปรกติผมสะสมพวกกระเป๋าอยู่แล้ว รวม ๆ แล้วผมทำงานที่นี่มาก็ 7 ปีแล้ว ซึ่ง 4 ปีหลังก็จะเป็นงานของแบรนด์อินเคสเต็มตัว ช่วงเวลานี้ก็น่านานพอที่จะเข้าถึงตัวแบรนด์ได้ถึงรากถึงแก่น ถึงกระนั้นถ้ารวมความเป็นแฟนของแบรนด์อินเคสเองด้วยแล้ว ผมรู้สึกคุ้นเคยกับมันมานานกว่ามาก ๆ นี่ คือเรื่องราวคร่าว ๆ เกี่ยวกับชีวิตและการทำงานของผม นอกเหนือจากนี้ก็เป็นเรื่องของกอล์ฟ ตามที่เกริ่นถึงตอนแรก กอล์ฟเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของชีวิตผม นอกนั้นก็มีเรื่องตกปลาบ้าง ทำอาหารอบบ้าง เป็นการหากิจกรรมพักผ่อนทำ ผ่อนคลายจากชีวิตประจำวัน

เทเลอร์: ผมเข้าใจ ฟังดูแล้วเหมือนเป็นการทำงานที่น่าสนุกมาก ช่วยเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวหรือสิ่งของที่ให้แรงบันดาลใจกับการออกแบบของคุณหน่อยครับ มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง อยู่ตัวหรือยัง หรือมีการเปลี่ยนแนวทางอะไรใหม่ ๆ ไหม?

เคนจิ: ผมมองว่าคนส่วนใหญ่เรียนขั้นตอนการออกแบบมาคล้ายๆ กัน ก่อนเข้าสนามการทำงานจริง ในโรงเรียนนั้น ทุกที่เปิดโอกาสให้คุณทำเรื่องบ้าๆ แปลกๆ เพื่อแย่งชิงความโดดเด่น สร้างกระแส มากกว่าจะให้ความสนใจต่อเนื้อการออกแบบอย่างแท้จริงใช่ไหม? เมื่อเติบโตขึ้นในโลกของการทำงานจริง ช่วงที่ได้ทำงานในวงการเฟอร์นิเจอร์อยู่พักนึงนั้นผลงานจะออกมาในรูปแบบกึ่งๆ งานประติมากรรม แต่ก็เหมือนๆ กับดีไซน์เนอร์ส่วนใหญ่ผลงานผมมักจะเทไปทางความมินิมอล แต่ผมพยายามคิดให้ลึกไปกว่านั้น เติมวิวัฒนาการให้กับมัน ที่อินเคส ทุกอย่างถูกสร้างสรรค์จากรากฐานหลักการออกแบบของบาวเฮาส์ (Bauhaus) แต่เราผนวกกับความคิดสร้างสรรค์ ทางเลือกใหม่ ๆ ให้ตอบโจทย์ ระหว่างทางที่เรามองหาสิ่งใหม่ ๆ เราไม่เคยทิ้งแก่นพื้นฐาน คือ ต้องใช้งานได้จริงเป็นหลัก แต่ต้องมีความใหม่ผ่านดีไซน์นั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัสดุที่แฟ้นหา หรือเทคนิคการปรุงแต่งสมัยใหม่เพื่อให้ได้โครงสร้างทอสำหรับผ้าที่พิเศษ เราสามารถเพิ่มสัมผัสและลูกเล่นต่าง ๆ ซึ่งดีเทลรายละเอียดต่าง ๆ ที่เพิ่มเข้ามานั้น เรายังคงไว้ซึ่งรูปทรงเรียบง่าย เท่ ดูดี อยู่

เทเลอร์: ในขณะเดียวกัน อยากทราบว่าแนวคิดเกี่ยวกับความยั่งยืน (sustainability) นี้เป็นสิ่งสำคัญแรกที่คุณนึกถึงเลยหรือเปล่า? คุณเคนจิมีความสนใจเรื่องนี้อยู่แล้วใช่ไหม? หรือเพิ่งเริ่มสนใจเรื่องพวกนี้เมื่อคุณเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอินเคส?

เคนจิ: พูดได้เลยว่าแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในใจเสมอ แต่เมื่อก่อนผมไม่รู้ทางที่จะได้ทำมันให้เป็นรูปเป็นร่าง ตามที่คุยกันก่อนหน้านี้ คือ ไม่ว่าใครก็สามารถออกแบบในแนวทางเพื่อความยั่งยืน(sustainability)ได้ แต่ถ้าทำแล้วมันไม่ขาย ก็จะไม่เห็นผลอะไร ถูกไหม? เพราะมันทำไม่ถึง ใคร ๆ ก็พูดได้ แค่โพสลงอินสตาแกรมหรือเว็ปไซต์ ถ้าผมทำในแอ็คเค้าท์ส่วนตัวมันก็จะได้แค่นั้น ส่วนกับอินเคส ตัวแบรนด์มีจุดยืนทางนี้มาตลอด ทีละเล็กละน้อย เราใส่ส่วนนี้ลงผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างเช่น ผ้า Ecoya ที่เราทำมาหลายปีแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยทราบที่มาว่าผ้าชนิดนี้เราตั้งใจออกแบบและผลิตเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ แต่เราทำมันโดยไม่ได้เบียดบังฟังก์ชั่นหลักของสิ่งของ หลักการทำงานออกแบบผสมผสานกับแนวคิดรักษ์ธรรมชาติของอินเคสแบบนี้ เปิดโลกและเปิดโอกาสให้ผมได้เรียนรู้และทำงานแบบ eco-friendly มากขึ้น และวันนี้ผมอยู่ในจุดที่สามารถทำงานที่สื่อสารออกไปอย่างมีพลังแล้ว และพร้อมที่จะนำเสนอสิ่งดี ๆ นี้ แก่ตลาดที่เพื่อคนกลุ่มใหญ่ขึ้น

เทเลอร์: หลัง ๆ มีการวิพากษณ์วิจารณ์แบรนด์ต่าง ๆ ที่ใช้จุดขาย ‘รักษ์โลก’ แบบปลอม ๆ ในการทำการตลาด อินเคสมีแนวทางอย่างไรให้หลุดพ้นจากการถูกโยงและกล่าวหาแบบนั้น อะไรคือกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนของแบรนด์?

เคนจิ: นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเรา การจะทำมันออกมาต้องทำอย่างมีความรับผิดชอบและวางกลยุทธ์แผนที่ถูกต้อง ผมคงจะพูดได้ไม่เต็มปากว่าเรานั้นมีความยั่งยืน 100% แต่ปีนี้เราอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงก้าวสำคัญที่จะทำให้ดีขึ้น ถือเป็นจุเริ่มต้นดี ๆ โดยเริ่มจาการเลือกวัสดุที่ดี และเรามั่นใจมากในผลงานที่ออกมา สำหรับผมแล้วการทิ้งของเหลือใช้ให้น้อยลงคือรูปแบบหนึ่งของแนวคิดยั่งยืน ลองคิดเล่น ๆ ถ้าเราผลิตกระเป๋าทีมีอายุการใช้งาน 5 ปีขึ้นไป ผมคิดว่านั่นคือความยั่งยืนรูปแบบหนึ่ง ลูกค้าคนแรกอาจขายหรือส่งต่อให้ใครซักคนที่มีความคิดแบบเดียวกัน อายุการใช้งานกระเป๋าอาจยืดไปอีก 2-3 ปี มันอาจฟังดูไม่น่าตื่นเต้นเท่าสินค้ารักษ์โลกอื่น ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันก็มีผล สำหรับผมสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการออกแบบให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ยิ่งตอนเราเลือกวัสดุดี ๆ ที่ดีต่อโลก ยิ่งเสริมให้ดีเข้าไปใหญ่ ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและใช้งานได้จริง จริง ๆ แล้ว sustainability ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับอินเคส เราเน้นเรื่องการคัดสรรวัสดุนี้มาตั้งแต่ 2012 และปีนี้เราจับมือกับ BIONIC เป็นการต่อยอด และตอกย้ำจุดยืนโดยร่วมกันสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากขยะในมหาสมุทร จุดเริ่มต้นดี ๆ นี้ เริ่มที่พื้นที่ชายฝั่งประเทศคอสตาริก้า โดยมีชุมชน และ ความร่วมมือจาก the Waterkeeper Alliance ช่วยเหลือในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในการรวบรวม จำแนกเศษพลาสติกจากทะเลจำนวนมาก เป็นการกระตุ้นและพัฒนาแบบองค์รวมที่จะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น เริ่มต้นจากการร่วมใจกัน เป็นการปฎิวัติปฏิบัติการอย่างแท้จริง

เทเลอร์: คุณคิดว่ามันเป็นไปได้ไหมสำหรับแบรนด์ใหญ่ ๆ จะประสบความสำเร็จเมื่อเปลี่ยนมาใช้วัสดุรีไซเคิล 100%? หรือไม่ว่าอย่างไรความต้องการการใช้วัสดุที่ผลิตใหม่ไม่ใช่ของรีไซเคิลก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้?

เคนจิ: แน่นอนว่าเราสามารถไปถึงจุดนั้นได้ ส่วนตัวแล้วผมมองบริษัทอย่างแบรนด์ Patagonia เป็นตัวอย่างของความยั่งยืนที่ดี พวกเขาทำให้เห็นแล้วว่าการทำสินค้าและธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบนั้นเป็นไปได้ ส่วนการทำสินค้าทั้งหมดให้มาจากวัสดุรีไซเคิล 100% นั้นเป็นไปได้อย่างแน่นอน แต่คงจะเป็นก้าวใหญ่ของความเปลี่ยนแปลง ถือเป็นความท้าทายแต่ปัจจุบันเราก็ถือว่าทำได้ดี เริ่มจากวัสดุใหม่ที่เลือกมา มีพัฒนาการความแข็งแรง ทนทานขึ้นเรื่อย ๆ เทียบกับวัสดุอื่น ๆ ที่เราเคยพยายามสรรหา เมื่อเจอ BIONIC วันนี้เราเจอคำตอบแล้ว ด้วยคุณภาพที่ดีเทียบเท่าหรือมากกว่าพลาสติกใหม่ ในราคาที่ไม่เพิ่มต้นทุนอย่างก้าวกระโดด ดังนั้น ผมมั่นใจมากว่าวันนึงเราจะไปถึงจุดนั้นได้ ระหว่างทางเราต้องพัฒนา และเมื่อผู้คนจะเรียนรู้เข้าใจมากขึ้นความต้องการบริโภคก็จะตามมาในไม่ช้า ทุกอย่างเริ่มต้นจากองค์ความรู้และจุดยืนที่พัฒนาอย่างไม่ลดละ

เทเลอร์: ทำไมอินเคสต้องแคร์โลกด้วย? การทำธุรกิจแบบนี้น่าจะมีต้นทุนสูง คุณอาจสามารถปิดหูปิดตาและทำสินค้าแบบอื่นได้อย่างดี ทำไมถึงไม่ปล่อยผ่านในเรื่องนี้?

เคนจิ: พวกเราทำงานหนักเพื่อทุ่มเทต่อหลักการออกแบบมาหลายปี แม้ก่อนผมจะเข้ามาร่วมงานด้วย เสาหลักหรือแก่นของเรา คือ ‘การนำเสนอประสบการณ์ที่ดีกว่าผ่านงานออกแบบที่ดี’ และนั่นก็มีวิวัฒนาการของมัน แม้ฟังดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องที่วัดได้อยากนะ อะไรคืองานออกแบบที่ดี? อะไรคือประสบการณ์ที่ดี? ลูกค้าของเราเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ พวกเขาและเราเรียนรู้ที่จะตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม ผลลัพท์ก็คือ การตระหนักรู้นั้นและความต้องการช่วยรับผิดชอบผลของการกระทำต่อโลกกลายเป็นสิ่งที่เรายึดมั่น และพวกเราต้องเริ่มต้นอะไรซักอย่างแล้ว มันเหมือนอย่างที่คุณกล่าวข้างต้นเราทุ่มเท พยายามแทรกประเด็นนี้เข้ามาโดยไม่ให้กระทบประสบการณ์การใช้งานผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าต้องได้รับ เช่นกัน เราไม่ได้อยากทำอะไรให้มัน sustainability แต่ไม่ขาย ดังนั้นเราจึงมุ่งมั่นเพื่อตอบโจทย์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ดีกว่า

เคนจิ: สำหรับผมแล้ว มันไม่ใช่เพียงแค่แง่มุมของความยั่งยืนที่ผลักดันให้เราทำคอลเลคชั่นจากพลาสติกรีไซเคิลนี้ขึ้นมา แต่เป็นกลุ่มชุมชนโดยรอบที่ร่วมใจกันทำ BIONIC พวกเขาไม่ได้ทำเพื่อผลิตสิ่งทอจากการรีไซเคิลเพียงอย่างเดียว แต่มีการทำงานร่วมกันกลุ่มอนุรักษ์น้ำเพื่อวางโครงสร้างการผลิตอย่างยั่งยืนในพื้นที่ ผลลัพท์จากความร่วมใจแข็งขันคือการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งนี้อย่างแท้จริง นี่เป็นสิ่งที่ดึงดูดให้เรามาร่วมงานคอลเลคชั่นนี้กันเพราะเราเห็นคุณค่าในจุดยืนเดียวกัน

เทเลอร์: จากจุดเริ่มต้นถึงตอนนี้ มันกินเวลาเท่าไหร่แล้วในการพัฒนาโครงการนี้?

เคนจิ: เราเริ่มพูดคุยกับ BIONIC เกี่ยวกับโครงการนี้ก็เป็นเวลา 2 ปีแล้ว ถือว่านานพอสมควร เพราะเราอยากทำให้ถูกต้อง ไม่ต้องการเร่งรัดใด ๆ และปล่อยให้มันเป็นไปโดยธรรมชาติ เราทำงานใกล้ชิดกันเพื่อเฟ้นหาวัสดุของ BIONIC ที่ดีที่สุดเพื่อจะนำมาใช้ เวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปเพื่อการพัฒนาวัสดุผ้ามากกว่าการดีไซน์สินค้าจริงเสียอีก เมื่อเราได้ข้อสรุปเรื่องการทอผ้าแล้ว BIONIC จึงเริ่มรวบรวมส่วนประกอบให้ได้ตามคุณสมบัติที่เราตามหา

เทเลอร์: BIONIC เคยบอกไหม ว่าไอเดียนี้ไม่น่าจะเวิร์ค?

เคนจิ: ไม่ใช่กับ BIONIC พวกเขาเปิดกว้างตลอดเวลาและทุ่มเทช่วยเหลือในการทำงานร่วมกับเรา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ แม้จะมีแหล่งผลิตอื่นๆ ที่บอกกับเราว่า “พวกเค้าทำไม่ได้” หรือ “เราทำได้ แต่มันแพงนะ” หลังจากนั้นก็ประมาณว่า “โอเค ถ้างั้นก็ไม่ทำแล้วใช่ไหม” ถึงแม้ช่วงเวลาผลิตจะค่อนข้างบีบคั้น BIONIC ร่วมมือกันเราอย่างดีมากมาโดยตลอดทั้งโครงการ

เทเลอร์: เป๊ะ! เหมาะสมกันราวกับรองเท้าแก้วซินเดอเรลล่าเลยใช่ไหมหล่ะ?

เคนจิ: ถูกต้องเลย! ในตอนแรก ๆ พวกเราพยายามหาบริษัท/โรงทออื่น ๆ เพื่อหาข้อมูลทั่วไป เช่น มุมมองของพวกเขาเป็นอย่างไรกับเรื่องนี้? พวกเราคิดตรงกันไหม? พวกเขามีความตื่นตัวเรื่องนี้กันแค่ไหน? และเราก็ได้พบว่าอินเคสจับมือ BIONIC เป็นอะไรที่สุดยอดที่สุดแล้ว เพราะพวกเขาเองมีความเชื่อว่า “Stronger Thread, Greater Good.”(เกลียวเชือกที่แข็งแรง ย่อมดีกว่ามาก) พวกเขาทุ่มเททำงานอย่างแท้จริงเพื่อที่จะเปลี่ยนโลกและสร้างความตระหนักรู้เรื่องมลพิษจากขยะพลาสติก ในขณะเดียวกันก็สร้างเสริมชุมชนที่เข้มแข็งไปในตัว

เทเลอร์: ระหว่างที่ทำโปรเจ็คนี้มีข้อผิดพลาดอะไรที่เจอไหม?

เคนจิ: จริงๆ พวกเราล้มตั้งแต่เริ่มเลยนะ ล้มเร็ว ล้มแรง ช่วงแรกๆ นั้นมันหนักมาก พวกเราทุ่มเทกันมากที่จะหาวัสดุให้ได้คุณภาพตามเป้า หลังจากที่ได้มาแล้วมันก็เป็นเรื่องของการเลือกออกแบบชิ้นงาน และทำไมถึงเลือกมัน ตอนแรกเราก็ทดลองทำแบบไว้หลากหลายมากๆ ซึ่งก็มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายครั้งอยู่ จนเราได้บทสรุปสุดท้ายเป็นเจ้า 3 ชิ้นนี้ คือ sleeve สำหรับแล็ป กระเป๋าเอนกประสงค์ใบเล็ก และเจ้าเป้ทรงคลาสสิคใบนี้ รวมเป็น 1 คอลเลคชั่นที่เราภาคภูมิใจว่ามาจากการเปลี่ยนรูปของขยะพลาสติกที่เราช่วยเคลียร์ออกจากมหาสมุทรจริงๆ

เทเลอร์: มันเจ๋งมารู้ไหมที่ได้เห็นผู้นำตลาดอย่าง incase ออกตัว ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง จนพวกเราต้องขอปรบมือให้ มันเยี่ยมมาที่คุณเคนจิ ในฐานะของดีไซเนอร์ และแบรนด์ตั้งใจทำ และในความเห็นของคุณ คิดว่าคนทั่วไป เช่น กลุ่มลูกค้า สามารถลงมือเปลี่ยนเพื่อโลกได้ด้วยตัวเองเลยบ้างไหม?

เคนจิ: ผมคิดว่านั่นมันง่ายมาก ๆ ผมขอตามง่าย ๆ เลยละกันนะ คุณต้องอ่านฉลาก และศึกษาสิ่งต่าง ๆ ที่คุณใช้อยู่ ผมคิดว่านั่นก็ช่วยได้มากแล้วที่จะเรียนรู้ว่าผู้ผลิตเป็นใคร ผู้ผลิตทำอะไร และผลิตมันแบบไหน ผมคิดว่ามันไม่เสมอไปที่จะต้องเป็นเสียงจากฝั่งบริษัทหรือแบรนด์ที่กระตุ้นสังคม แต่จะเกิดขึ้นได้แน่นอนจากผู้ที่แน่วแน่ที่จะเปลี่ยนแปลง พวกเราเองก็ทำคอลเลคชั่นนี่ด้วยความจริงใจและแน่วแน่ ดังนั้นสำหรับฝั่งลูกค้าแล้วผมคาดหวังว่าผู้คนจะไม่ได้เลือกของตามคำโฆษณาแต่อยากให้ทำรู้จักกับมันด้วย เป้าหมายของเราคือสร้างสรรค์สินค้าที่ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีกว่าสำหรับลูกค้ามายาวนาน ดังนั้นเราศึกษาและทำความเข้าใจพฤติกรรมการซื้อ การลดการบริโภคแบบใช้แล้วทิ้งน่าจะส่งผลดีมากกว่า ดังนั้นมาเลือกซื้อสินค้าที่มีความหมายและคงทนต่อการใช้งานกันเถอะ